top of page
Web-Templet-cover.jpg

Stagflation เป็นการรวมสองแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกัน ระหว่าง Stagnation ซึ่งหมายถึง ภาวะเศรษฐกิจซบเซา และ Inflation หรือ ที่เราเคยได้ยินกันอย่างคุ้นหูว่า ภาวะเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น) ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวสะท้อนให้เห็นในภาวะ Stagflation คือการที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับสภาพคล่องที่ลดลงสวนทางกัน หรือบางคนถึงขั้นถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากบริษัทต้องหยุดการดำเนินงานหรือพยายามที่จะลดกำลังการผลิตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดภาวะนี้?

Stagflation เป็นภาวะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจาก อัตราการว่างงาน สูงอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นควบคู่กันไปด้วย สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ภาวะปกติที่เป็นไปตามกลไกทางเศรษฐศาสตร์ทั่วไป โดยปกติแล้วความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราเงินเฟ้อ (Inflation Rate) และ อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) จะสัมพันธ์ในลักษณะที่ตรงกันข้าม คือ หากอัตราเงินเฟ้อต่ำ อัตราการว่างงานจะสูง แต่ในขณะเดียวกันหากอัตราเงินเฟ้อสูง อัตราการว่างงานจะต่ำ แต่ภาวะนี้กลับทำให้ทั้งสองตัวแปรมีทิศทางที่แย่กันทั้งคู่ มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขภาวะนี้เพราะการมุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านใดด้านหนึ่งอาจทำให้รุนแรงขึ้นในมุมอื่น ๆ

เพื่อพูดให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ภาวะ Stagflation นั้นเป็นการลดลงของอุปทานมวลรวมในทุก ๆ ระดับราคาสินค้า กล่าวคือเมื่อผู้ผลิตผลิตสินค้าลดลงจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง และส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น เช่น ดัชมิลล์เลิกขายนม คนเลี้ยงวัวนมก็ต้องหยุดเลี้ยง คนขายอาหารวัวนมจึงต้องหยุดผลิต หรือ เกษตรกรปลูกหญ้าก็ต้องหยุดปลูก คนขายปุ๋ยเลิกผลิตปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการว่างงานและขาดรายได้

เรามีกรณีศึกษาสำหรับ Stagflation จากการเกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1970 ขณะนั้นมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 12% และอัตราการว่างงานก็สูงถึง 9% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นมากในขณะนั้น จนทำให้เกิด Supply Shock หรือผลผลิตที่ลดลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่อย่าง COVID-19 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งนี้ส่งผลกระทบที่รุนแรงในเชิงเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ในประเทศที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันให้ประชาชนเกิน 50% แล้วนั้น เช่น สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร พบว่ามีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ดีอย่างก้าวกระโดด สามารถเปิดประเทศ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าไปต่อได้ ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคและมีอัตราการว่างงานที่ลดลง

สำหรับประเทศไทย นักวิเคราะห์หลายท่านได้ออกมาพูดถึงภาวะ Stagflation ว่าประเทศเรายังไม่ตกอยู่ในภาวะนั้น หากแต่เป็นเพียงการส่งสัญญาณเตือน สังเกตได้จากภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มมีอัตราสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อขยายตัวถึง 3.41% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 100 เดือน มีผลมาจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอกที่ 3 ยังคงมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของประเทศต่อไปอีกระยะ ซึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เมื่อไหร่ เมื่อเริ่มมีสัญญาณเตือนแบบนี้แล้ว สิ่งที่ทุกคนควรทำ คือการติดตามข่าวสารต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเตรียมแผนรับมือและการประเมินแผนธุรกิจอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปในภาวะที่ไม่แน่นอนแบบนี้ แต่หากปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขได้ทันท่วงที เราอาจจะได้เห็นภาวะ Stagflation เกิดขึ้นในรอบหลายสิบปีในไทยก็เป็นได้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการปัญหาเหล่านี้จะตระหนักและหาหนทางแก้ไขให้ตรงจุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

bottom of page